ต้อหินคืออะไร หาสาเหตุ ปัจจัยเสี่ยง อาการ แนะนำวิธีการรักษา

ต้อหินเป็นภัยเงียบที่น่ากลัวต่อการมองเห็น เนื่องจากเป็นโรคที่มักไม่แสดงอาการในระยะแรก แต่นำไปสู่การสูญเสียสายตาอย่างถาวรได้หากไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที การทำความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุ ปัจจัยเสี่ยง และประเภทของต้อหิน จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการเฝ้าระวังสุขภาพดวงตา

บทความนี้จะเจาะลึกทุกแง่มุมของโรคต้อหิน คืออะไร ต้อหินรักษาได้ไหม อาการต้อหินระยะแรกเป็นอย่างไร เพื่อให้คุณสามารถป้องกันและรับมือกับสภาวะนี้ได้อย่างถูกต้องและรักษามองเห็นให้คงอยู่กับคุณไปยาวนาน

Key Takeaways

  • ต้อหิน หรือ Glaucoma คือโรคความเสื่อมของเส้นประสาทตา อาการเริ่มต้นมักสังเกตได้ยากเนื่องจากความกว้างของการมองเห็นที่เรียกว่าลานสายตาจะค่อย ๆ แคบลงจากด้านข้าง การตรวจสุขภาพตาประจำปีจึงเป็นวิธีเดียวที่จะช่วยตรวจพบโรคได้ทันเวลา
  • ปัจจัยที่ทำให้เกิดต้อหินมีหลายปัจจัย ทั้งอายุ กรรมพันธุ์ โรคประจำตัวอย่างเบาหวาน และปัญหาสายตาที่รุนแรงทั้งสั้นมากและยาวมาก แต่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือ ความดันตาที่สูงผิดปกติ ซึ่งควรได้รับการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
  • แม้โรคต้อหินจะรักษาไม่หายขาดแต่สามารถควบคุมไม่ให้รุนแรงขึ้นได้ หากได้รับการตรวจรักษาอย่างถูกต้องเหมาะสมจากจักษุแพทย์ผู้ชำนาญการ
Table of Contents

ต้อหิน คืออะไร มีกี่ประเภท

วิธีรักษา ต้อหิน ให้ หายขาด

ต้อหิน หรือ Glaucoma คือกลุ่มโรคความเสื่อมของเส้นประสาทตาที่มักสัมพันธ์กับความดันในลูกตาสูงผิดปกติ โดยกลไกที่ทำให้ความดันลูกตาสูง ส่งผลให้เซลล์ประสาทตาค่อย ๆ ถูกทำลายไปอย่างช้า ๆ โดยที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่ทราบอาการในช่วงแรก เนื่องจากการมองเห็นจะเริ่มแคบลงจากด้านข้างเข้าสู่ตรงกลาง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีอาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรในที่สุด

โรคต้อหินสามารถจำแนกออกได้หลายชนิดตามลักษณะความผิดปกติของโครงสร้างดวงตาและสาเหตุการเกิด โดยแต่ละประเภทจะมีอาการแสดงและความรุนแรงที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้

  • ต้อหินมุมเปิด: เป็นประเภทที่พบได้มากที่สุด เกิดจากความเสื่อมของระบบระบายน้ำเลี้ยงลูกตา ทำให้ความดันตาสูงขึ้นและทำลายประสาทตาอย่างช้า ๆ มักไม่แสดงอาการเตือนในระยะแรก แต่การมองเห็นจะค่อย ๆ มัวลง หากตรวจพบและรักษาได้เร็วจะช่วยรักษาการมองเห็นไว้ได้
  • ต้อหินมุมปิด: เกิดจากโครงสร้างดวงตาที่ผิดปกติทำให้ทางระบายน้ำเลี้ยงอุดตัน หากเกิดขึ้นแบบเฉียบพลันจะมีอาการปวดตาอย่างรุนแรง ตาแดง ตามัว เห็นรุ้งรอบดวงไฟ และอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย ถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องรีบรักษาทันทีเพื่อป้องกันตาบอดถาวร
  • ต้อหินในทารกและเด็กเล็ก: เกิดจากความผิดปกติของโครงสร้างดวงตาตั้งแต่กำเนิด พ่อแม่สามารถสังเกตได้จากขนาดลูกตาของเด็กที่โตกว่าปกติ เด็กมักมีอาการกลัวแสง น้ำตาไหลมาก และตาดำมีลักษณะขุ่นขาวไม่ใส ซึ่งต้องรีบนำไปพบจักษุแพทย์เพื่อวินิจฉัยโดยเร็ว
  • ต้อหินชนิดแทรกซ้อน: มีสาเหตุมาจากโรคทางตาอื่น ๆ หรือปัจจัยภายนอก เช่น มีเม็ดสีผิดปกติในดวงตา ทำให้อุดตันช่องทางการไหลเวียนน้ำเลี้ยงลูกตา การอักเสบเรื้อรังภายในดวงตา ภาวะต้อกระจกที่สุกงอมเกินไป การได้รับอุบัติเหตุรุนแรง ผลข้างเคียงจากการใช้ยาหยอดตากลุ่มสเตียรอยด์ หรือภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดดวงตา
  • โรคเบาหวาน ปล่อยไว้อาจส่งผลกระทบต่อการมองเห็น อ่านต่อได้ที่ : เบาหวานขึ้นตา

ต้อหิน เกิดจากอะไร

โรคต้อหินเกิดจากความผิดปกติของความดันลูกตา โดยปกติระหว่างกระจกตาและม่านตาจะมีของเหลวที่เรียกว่า Aqueous humor ไหลเวียนเพื่อนำสารอาหารไปหล่อเลี้ยงเนื้อเยื่อและระบายออกในอัตราที่สมดุลเพื่อให้ความดันตาอยู่ในระดับปกติ

เมื่อระบบระบายของเหลวนี้ทำงานบกพร่องจนเกิดการอุดตันหรือไหลออกได้น้อยลง จะส่งผลให้ของเหลวคั่งค้างและดันให้ความดันภายในลูกตาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แรงดันที่เพิ่มขึ้นนี้จะเข้าไปกดทับเส้นประสาทตาและขัดขวางการไหลเวียนของเลือดที่มาหล่อเลี้ยง ทำให้เส้นประสาทตาค่อย ๆ เสื่อมและฝ่อตัวลงจนขั้วประสาทตาถูกทำลายในที่สุด

  • โรคจอประสาทตามีอะไรบ้าง ป้องกันได้ไหม อ่านต่อได้ที่นี่ : Retinovitreous

ต้อหิน อาการเป็นอย่างไร

สำหรับอาการแสดงของต้อหินชนิดเรื้อรัง (ไม่มีอาการ) เป็นกลุ่มที่น่ากังวลที่สุดเพราะไม่มีอาการปวดหรือตาแดง ผู้ป่วยจะค่อย ๆ สูญเสียลานสายตาจากด้านข้างเข้าหาตรงกลาง หากตรวจพบในระยะท้ายอาจสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้

ส่วนต้อหินเฉียบพลัน เป็นอาการที่ต้องรีบมาพบจักษุแพทย์ เพื่อทำการรักษาอย่างเร่งด่วน โดยมีอาการแสดงที่รุนแรงและรวดเร็ว ได้แก่

  • มีอาการปวดตาอย่างรุนแรงและตาแดงทันทีทันใด
  • มองเห็นวงรุ้งหรือวงกลมจ้าล้อมรอบดวงไฟ
  • กระจกตามีลักษณะบวมหรือขุ่นมัวลง
  • ปวดศีรษะอย่างมาก
  • มีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วยเนื่องจากความดันตาพุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหัน

ต้อกระจก คืออะไร โรคเกี่ยวกับการมองเห็นที่ควรรู้เมื่ออายุมากขึ้น : Cataract

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดต้อหิน มีอะไรบ้าง

ต้อหินเกิดจากปัจจัยเสี่ยงหลายด้านที่ส่งผลต่อสุขภาพดวงตาในระยะยาว การทำความเข้าใจปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้คุณประเมินความเสี่ยงและเข้ารับการตรวจคัดกรองได้อย่างทันท่วงที โดยปัจจัยหลักที่เพิ่มโอกาสการเกิดโรคมีดังนี้

  • ประวัติทางพันธุกรรม: หากคนในครอบครัวสายตรงมีประวัติเป็นต้อหิน จะมีโอกาสถ่ายทอดโครงสร้างดวงตาที่เอื้อต่อการเกิดโรคได้มากกว่าปกติ
  • อายุที่มากขึ้น: ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปมีความเสี่ยงสูงกว่าวัยอื่น อย่างไรก็ตาม โรคนี้สามารถพบได้ในคนอายุน้อยกว่านี้หากมีปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วย
  • เชื้อชาติและสีผิว: ผลการศึกษาพบว่าคนผิวสีมีโอกาสเกิดต้อหินสูงกว่าคนเชื้อชาติอื่น
  • โครงสร้างดวงตาผิดปกติ: ความผิดปกติแต่กำเนิด เช่น แก้วตาเล็กหรือความผิดปกติของช่องด้านหน้าลูกตา เป็นปัจจัยกระตุ้นให้ความดันตาเพิ่มสูงขึ้น
  • ปัญหาสายตาที่รุนแรง: หากสายตาสั้นมาก โดยเฉพาะมากกว่า -6.00 D มักมีขนาดลูกตาใหญ่และจอประสาทตาบาง ทำให้ประสาทตาเสื่อมจากความดันตาได้ง่าย ส่วนสายตายาวมากตั้งแต่อายุน้อย มักมีลูกตาขนาดเล็กและมุมตาแคบ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดต้อหินชนิดมุมปิด
  • โรคประจำตัวและระบบไหลเวียนโลหิต: ผู้ป่วยเบาหวาน โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง หรือภาวะเส้นเลือดตีบ มีแนวโน้มการเกิดต้อหินได้เร็วกว่าคนที่มีสุขภาพปกติ
  • อุบัติเหตุทางดวงตา: การถูกกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงบริเวณดวงตาสามารถส่งผลเสียต่อระบบระบายน้ำเลี้ยงลูกตาในระยะยาว

ราคาและโปรโมชั่นผ่าตัดต้อหิน อ่านต่อได้ที่ : ผ่าตัดต้อหิน ราคา

ลักษณะการมองเห็นเมื่อเป็นต้อหิน

ผู้ป่วยต้อหินมักมองเห็นภาพตรงหน้าได้ชัดเจนตามปกติในระยะแรก แต่จะค่อย ๆ สูญเสียการมองเห็นบริเวณรอบนอกหรือลานสายตาที่ค่อย ๆ แคบลงคล้ายกับการมองผ่านอุโมงค์ แต่เนื่องจากดวงตาสองข้างมักช่วยกันชดเชยส่วนที่ขาดหายไป ทำให้ผู้ป่วยไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติจนกระทั่งความเสื่อมลุกลามเข้าสู่จุดกึ่งกลางภาพ ซึ่งมักเป็นระยะท้ายของโรคที่ส่งผลต่อภาพตรงหน้าให้มัวลงหรือดับมืดไปในที่สุด

  • ต้อเนื้อ หรือ Pterygium คืออะไร รักษาให้หายขาดได้ไหม : ต้อเนื้อ

ต้อหิน เสี่ยงตาบอดได้ไหม

ต้อหิน ห้ามกินอะไรบ้าง

ต้อหินทำให้ตาบอดได้เนื่องจากความดันตาที่สูงผิดปกติจะเข้าไปทำลายเซลล์ประสาทตาและขัดขวางการไหลเวียนเลือดที่มาเลี้ยงขั้วประสาทตา ส่งผลให้เซลล์ค่อย ๆ ตายลงทีละน้อย การมองเห็นจะเริ่มแคบลงจากบริเวณรอบนอกลุกลามเข้าสู่ส่วนกลางช้า ๆ

ซึ่งผู้ป่วยมักไม่รู้ตัวจนกว่าโรคจะเข้าสู่ระยะรุนแรงที่สูญเสียการมองเห็นไปมากแล้ว หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา เส้นประสาทตาที่ถูกทำลายจะไม่สามารถฟื้นฟูกลับมาได้และนำไปสู่การตาบอดถาวรในที่สุด

  • จอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุ ภาวะที่ต้องเฝ้าระวังสำหรับผู้สูงวัย : จอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุ

วินิจฉัยโรคต้อหินได้อย่างไร

การวินิจฉัยโรคต้อหินต้องอาศัยการตรวจเช็กอย่างละเอียดโดยจักษุแพทย์ เนื่องจากเป็นโรคที่ซับซ้อนและมักไม่แสดงอาการในระยะแรก แพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติสุขภาพและประวัติครอบครัวควบคู่ไปกับการใช้เครื่องมือทดสอบประสิทธิภาพการมองเห็น เพื่อประเมินความเสี่ยงและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุด

  • การวัดสายตาและการมองเห็น: ตรวจวัดระดับการมองเห็นเบื้องต้นว่ายังอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือไม่ เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการเปรียบเทียบความเปลี่ยนแปลง
  • การวัดความดันตา (Tonometry): เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด เพราะความดันตาคือปัจจัยเสี่ยงเดียวที่ควบคุมได้
  • การตรวจขั้วประสาทตาและจอตา (Ophthalmoscopy): แพทย์จะใช้กล้องส่องตรวจลักษณะรูปร่างและความผิดปกติของขั้วประสาทตา ซึ่งเป็นอวัยวะที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากโรคต้อหิน
  • การตรวจลานสายตา (Visual Field): ทดสอบความกว้างในการมองเห็นภาพด้านข้าง เพื่อประเมินว่าลานสายตาแคบลงหรือมีจุดบอดที่เกิดจากต้อหินแล้วหรือไม่
  • การตรวจมุมตา (Gonioscopy): ใช้เลนส์พิเศษช่วยประเมินความกว้างของมุมตา (ทางระบายน้ำเลี้ยงของลูกตา) เพื่อวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม
  • การตรวจด้วยคอมพิวเตอร์ระดับสูง (OCT): ใช้เทคโนโลยีถ่ายภาพและวิเคราะห์ความหนาของชั้นเส้นใยประสาทตาแบบละเอียด ช่วยให้แพทย์ติดตามความก้าวหน้าของโรคเชิงปริมาณได้อย่างแม่นยำ

รักษาโรคต้อหินได้อย่างไร

แม้ในปัจจุบันโรคต้อหินจะยังไม่มีวิธีรักษาต้อหิน ให้หายขาด เนื่องจากเส้นประสาทตาที่ถูกทำลายไปแล้วจะไม่สามารถฟื้นฟูกลับมาเป็นปกติได้ แต่การเข้ารับการรักษาต้อหินที่ถูกต้องและรวดเร็วจะช่วยควบคุมความดันภายในลูกตาให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย เพื่อหยุดยั้งหรือชะลอไม่ให้เส้นประสาทตาถูกทำลายไปมากกว่าเดิม โดยแนวทางการรักษามีดังนี้

  • การใช้ยาควบคุมความดันตา: เป็นวิธีเริ่มต้นที่มีประสิทธิภาพ เข้าถึงง่ายและความปลอดภัยสูง มีทั้งรูปแบบยาหยอดตาต้อหิน ยารับประทาน และยาฉีด ซึ่งออกฤทธิ์โดยการลดการผลิตน้ำหล่อเลี้ยงภายในลูกตา หรือช่วยขยายช่องทางระบายน้ำให้ไหลออกได้สะดวกขึ้น
  • การรักษาด้วยแสงเลเซอร์ (Laser Therapy): เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำเลี้ยงลูกตา สามารถใช้เป็นการรักษาด้วยเลเซอร์เพียงอย่างเดียว หรือใช้ร่วมกับยาลดความดันตาอื่น ๆได้
  • การผ่าตัดทำทางระบายน้ำในลูกตา (Surgery): จักษุแพทย์จะพิจารณาผ่าตัดต้อหินเมื่อการใช้ยาหรือเลเซอร์ไม่สามารถควบคุมความดันตาได้ โดยเป็นการสร้างช่องทางระบายน้ำหล่อเลี้ยงลูกตาใหม่ เพื่อให้ของเหลวไหลเวียนได้สะดวกและลดแรงกดทับประสาทตา วิธีนี้มักใช้กับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง
  • การติดตามอาการอย่างใกล้ชิด: ผู้ป่วยต้องเข้ารับการตรวจวัดความดันตาและตรวจลานสายตาเป็นระยะตามนัด เพื่อให้จักษุแพทย์ประเมินประสิทธิภาพของการรักษาและปรับเปลี่ยนวิธีการให้เหมาะสมกับความรุนแรงของโรคในแต่ละช่วงเวลา

แนวทางการป้องกันโรคต้อหิน

เนื่องจาก “ต้อหิน” คือภัยเงียบที่มักทำลายเส้นประสาทตาโดยไม่แสดงสัญญาณเตือน และความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้วไม่สามารถกู้คืนให้กลับมาเป็นปกติได้ การป้องกันที่ดีที่สุดจึงไม่ใช่การรอให้เกิดอาการ แต่คือการเฝ้าระวังและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้ความดันตาสูงขึ้น โดยมีแนวทางปฏิบัติที่สำคัญดังนี้

  • ตรวจสุขภาพตาอย่างสม่ำเสมอ: ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปควรเข้ารับการตรวจวัดความดันตาและเช็กขั้วประสาทตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ส่วนผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นต้อหินควรเริ่มตรวจตั้งแต่อายุยังน้อยและตรวจต่อเนื่องตามคำแนะนำของแพทย์
  • สังเกตอาการผิดปกติด้วยตนเอง: ฝึกทดสอบการมองเห็นทีละข้างเป็นประจำ หากพบว่าภาพมัวลง ลานสายตาแคบลง หรือมองเห็นวงรุ้งรอบดวงไฟ ควรรีบพบจักษุแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรอให้มีอาการปวดตา
  • หลีกเลี่ยงการซื้อยาหยอดตาใช้เอง: โดยเฉพาะยาหยอดตาที่มีส่วนผสมของสารสเตียรอยด์ (Steroids) ซึ่งหากใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานานจะส่งผลให้ความดันตาสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและกลายเป็นต้อหินชนิดแทรกซ้อนได้
  • ดูแลโรคประจำตัว: โรคทางระบบไหลเวียนโลหิต เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ มีส่วนทำให้เลือดไปเลี้ยงประสาทตาได้น้อยลง การคุมโรคเหล่านี้ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติจะช่วยลดความเสี่ยงประสาทตาเสื่อมได้
  • ป้องกันอุบัติเหตุทางดวงตา: สวมแว่นตานิรภัยหรืออุปกรณ์ป้องกันเมื่อต้องทำกิจกรรมที่มีความเสี่ยง เช่น การเล่นกีฬาที่ใช้ลูกบอลความเร็วสูง หรือการทำงานในพื้นที่ที่มีเศษวัสดุกระเด็น เพื่อป้องกันการกระทบกระเทือนที่อาจส่งผลต่อระบบระบายน้ำเลี้ยงลูกตา

ต้อหิน ภัยเงียบที่ควรเฝ้าระวัง เข้ารับการวินิจฉัยได้ที่โรงพยาบาลไทยจักษุ พระราม 3

โรคต้อหิน หรือ Glaucoma คือภัยเงียบที่ควรเฝ้าระวัง เพราะการสูญเสียการมองเห็นจะเกิดขึ้นอย่างถาวรและมักไม่มีสัญญาณเตือนอาการต้อหินล่วงหน้า การเข้าใจถึงสาเหตุที่มาจากความดันตาผิดปกติ รวมถึงปัจจัยเสี่ยงด้านพันธุกรรมและโรคประจำตัว จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คุณตระหนักถึงการป้องกัน การตรวจคัดกรองด้วยเทคโนโลยีที่แม่นยำและการรักษาอย่างต่อเนื่องคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยรักษาดวงตาคู่สำคัญของคุณให้มองเห็นได้อย่างชัดเจนตลอดไป

โรงพยาบาลไทยจักษุ พระราม 3 (Thai Eye Hospital) พร้อมมอบการดูแลระดับเฉพาะทางด้วยศูนย์รักษาต้อหินที่ครบวงจร เราเพียบพร้อมด้วยจักษุแพทย์และเทคโนโลยีในการวินิจฉัย ไม่ว่าจะเป็นเครื่อง OCT วิเคราะห์ขั้วประสาทตาเชิงลึก หรือเครื่องตรวจลานสายตาอัตโนมัติ เพื่อการตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและการวางแผนรักษาที่แม่นยำ ได้มาตรฐาน เพื่อปกป้องการมองเห็นของคุณอย่างมืออาชีพ

Contact Us

Frequently Asked Questions (FAQs)

ต้อหินกี่ปีถึงตาบอด

ระยะเวลาขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรง หากเป็นชนิดเรื้อรังอาจใช้เวลาหลักเดือนถึงหลายปีในการสูญเสียการมองเห็นอย่างช้า ๆ แต่หากเป็นชนิดมุมปิดเฉียบพลัน อาจทำให้ตาบอดได้ภายในไม่กี่วันหากไม่รีบรักษา แต่หากผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยแต่แรกเริ่มร่วมกับการรักษาอย่างเหมาะสม จะช่วยลดโอกาสตาบอดได้

โรคต้อหิน รักษาหายไหม

ปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เนื่องจากเส้นประสาทตาที่เสียหายไปแล้วไม่สามารถฟื้นฟูคืนมา แต่การรักษาจะช่วยควบคุมความดันตาเพื่อหยุดยั้งหรือชะลอไม่ให้การมองเห็นแย่ลงกว่าเดิม

ผ่าตัดต้อหิน อันตรายไหม

การผ่าตัดต้อหิน ช่วยลดความดันตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในกรณีที่ใช้ยาหรือเลเซอร์ไม่ได้ผล แต่การผ่าตัดก็มีความเสี่ยงเช่นเดียวกับการผ่าตัดทั่วไป เช่น มีเลือดออก, ติดเชื้อ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม หากได้รับการดูแลโดยทีมงานและจักษุแพทย์ผู้ชำนาญการ จะช่วยลดความเสี่ยงลงได้อย่างมาก

References

Contact Us

08:00 – 18:00

Tel. 02-689-8888 (+66)2-689-8888

Recommended Packages

Share this article

Contact Us

08:00 – 18:00

Tel. 02-689-8888

Related Doctors

Related Package

Related Articles

โรคต้อหินคือความเสื่อมของเส้นประสาทตา มักเกิดจากความดันตาที่สูงจนกดทับและทำลายขั้วประสาทตา มักเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ และแทบจะไม่มีอาการแสดง
ต้อลมเกิดจากดวงตาระคายเคืองจากสิ่งกระตุ้น เช่น แสงแดด ลม ฝุ่นละออง ทำให้ตาแดง แสบตา เหมือนมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในตา หากปล่อยไว้นานอาจพัฒนาเป็นต้อเนื้อได้
โรคต้อหินคือความเสื่อมของเส้นประสาทตา มักเกิดจากความดันตาที่สูงจนกดทับและทำลายขั้วประสาทตา มักเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ และแทบจะไม่มีอาการแสดง
Can cataracts cause blindness? Cataracts are a condition in which the eye's lens becomes cloudy, causing blurred vision, glare or halos around lights, double vision, and color distortion — and vision may be affected if the condition is not treated appropriately.
Cataracts in the elderly occur when the eye's natural lens becomes cloudy, causing blurred vision, double vision, or light sensitivity. Recognizing symptoms early helps reduce the impact on quality of life.
Cataract surgery recovery is faster than most people expect — patients typically go home the same day, with vision beginning to improve within 1–3 days and full recovery achieved within 3–4 weeks. If any unusual symptoms occur, see your doctor promptly.
ส่งข้อมูลสำเร็จ