โรคจอประสาทตาเสื่อม สัญญาณเตือนการมองเห็นที่ไม่ควรมองข้าม

โรคจอประสาทตาเสื่อม

ดวงตาเป็นอวัยวะที่มีบทบาทสำคัญต่อการรับรู้และการใช้ชีวิตประจำวัน โดยโครงสร้างหนึ่งที่มีหน้าที่หลักในการมองเห็นคือ จอประสาทตา (Retina) ซึ่งทำหน้าที่รับแสงที่เข้าสู่ดวงตาและแปลงเป็นสัญญาณประสาทส่งต่อไปยังสมองเพื่อประมวลผลภาพ หากบริเวณจุดรับภาพชัดเกิดความเสื่อม เช่น จอประสาทตาเสื่อม อาจส่งผลให้การมองเห็นลดลง ภาพไม่คมชัด และในบางกรณีอาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นถาวรได้

Key Takeaways

  • โรคจอประสาทตาเสื่อม (Macular Degeneration) เป็นภาวะที่เกิดจากความเสื่อมของบริเวณ Macula ซึ่งส่งผลต่อการมองเห็นส่วนกลางของดวงตา
  • โรคจอประสาทตาเสื่อมมีอาการเริ่มต้น ได้แก่ ภาพเบลอ มองเห็นเส้นบิดเบี้ยว จุดดำกลางภาพ หรือการมองเห็นลดลง โดยเฉพาะขณะอ่านหนังสือหรือมองรายละเอียด
  • โรคสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลัก คือ ชนิดแห้ง (Dry AMD) และชนิดเปียก (Wet AMD) ซึ่งชนิดเปียกมักมีความรุนแรงมากกว่า
  • การวินิจฉัยทำได้โดยการตรวจจอประสาทตากับจักษุแพทย์ เช่น การตรวจ OCT หรือการถ่ายภาพจอประสาทตา
  • การดูแลสุขภาพตา เช่น ตรวจตาเป็นประจำ เลิกสูบบุหรี่ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อดวงตา และป้องกันแสง UV สามารถช่วยลดความเสี่ยงของโรคได้
สารบัญบทความ

โรคจอประสาทตาเสื่อม คืออะไร

โรคจอประสาทตาเสื่อม หรือ Macular Degeneration คือโรคทางตาที่เกิดจากความเสื่อมของบริเวณ Macula ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของ จอประสาทตา (Retina) ที่ทำหน้าที่ควบคุมการมองเห็นส่วนกลางและรายละเอียดของภาพ เช่น การอ่านหนังสือ การขับรถ หรือการจดจำใบหน้า เมื่อเซลล์รับแสงในบริเวณนี้เกิดความเสื่อมหรือถูกทำลาย จะทำให้ความสามารถในการมองเห็นภาพชัดลดลง โดยเฉพาะการมองเห็นตรงกลางของลานสายตา

โดยปกติ Macula เป็นบริเวณที่มีเซลล์รับแสงหนาแน่น ทำหน้าที่แปลงแสงที่เข้าสู่ดวงตาให้เป็นสัญญาณประสาทส่งไปยังสมองเพื่อแปลผลเป็นภาพ เมื่อเกิดจอประสาทตาเสื่อม เซลล์ในบริเวณนี้จะค่อย ๆ เสื่อมสภาพ ทำให้การมองเห็นรายละเอียดลดลง ภาพอาจเบลอหรือบิดเบี้ยว แม้ว่าการมองเห็นบริเวณด้านข้างของลานสายตายังคงทำงานได้อยู่

โรคนี้ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มโรคจอประสาทตาที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ และเป็นสาเหตุสำคัญของการสูญเสียการมองเห็นส่วนกลางในหลายประเทศทั่วโลก การสังเกตความผิดปกติของการมองเห็นตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและเข้ารับการตรวจวินิจฉัยกับจักษุแพทย์อย่างเหมาะสม จะช่วยชะลอการดำเนินของโรคและลดความเสี่ยงของการสูญเสียการมองเห็นในระยะยาวได้

โรคจอประสาทตาเสื่อมที่พบบ่อย มีอะไรบ้าง

โรคจอประสาทตามีหลายประเภท แต่กลุ่มที่ต้องระวังเป็นพิเศษ ได้แก่

  1. เบาหวานขึ้นตา : ภาวะแทรกซ้อนจากระดับน้ำตาลในเลือดสูง
  2. จอประสาทตาเสื่อมตามวัย (AMD) : สาเหตุอันดับต้น ๆ ของการสูญเสียการมองเห็นในผู้สูงอายุ
  3. จอประสาทตาหลุดลอก : ภาวะฉุกเฉิน ต้องรีบผ่าตัดทันที
  4. จอประสาทตาบวมน้ำ : ทำให้ภาพเบลอ หรือบิดเบี้ยว
  5. วุ้นตาเสื่อมดึงรั้งจอตา : อาจทำให้เกิดรอยฉีกขาดที่จอประสาทตา

โรคจอประสาทตาเสื่อม มีกี่ประเภท

ประเภทของโรคจอประสาทตาเสื่อมในดวงตา

โรคจอประสาทตาเสื่อม สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก ดังนี้

  • จอประสาทตาเสื่อมชนิดแห้ง (Dry Macular Degeneration): เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด เกิดจากเนื้อเยื่อบริเวณจุดรับภาพค่อย ๆ บางตัวลงตามอายุ ส่งผลให้การมองเห็นส่วนกลางลดลงอย่างช้า ๆ มักไม่ทำให้ตาบอดสนิท แต่ต้องการการดูแลเพื่อชะลอความเสื่อม
  • จอประสาทตาเสื่อมชนิดเปียก (Wet Macular Degeneration): เกิดจากมีหลอดเลือดผิดปกติงอกขึ้นใต้จอประสาทตาและมีเลือดหรือของเหลวรั่วซึม ทำให้จุดรับภาพบวมและเสียหายอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้มองเห็นภาพบิดเบี้ยวหรือมืดดำตรงกลาง มีความรุนแรงสูงและต้องรีบรักษา

สองประเภทนี้แบ่งตามลักษณะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบริเวณ Macula ของจอประสาทตา ซึ่งแต่ละประเภทมีลักษณะอาการ ความรุนแรง และแนวทางการรักษาที่แตกต่างกัน ดังนั้นการตรวจจอประสาทตาอย่างสม่ำเสมอจึงมีความสำคัญ เพื่อให้สามารถวินิจฉัยและวางแผนการรักษาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

โรคจอประสาทตาเสื่อม เกิดจากอะไร

โรคจอประสาทตาเสื่อม เป็นโรคที่มีสาเหตุจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งปัจจัยด้านอายุ พันธุกรรม และพฤติกรรมการใช้ชีวิต ซึ่งส่งผลให้เซลล์รับแสงบริเวณ Macula ของจอประสาทตาค่อย ๆ เสื่อมสภาพและทำงานผิดปกติ ส่งผลต่อการมองเห็นส่วนกลางของดวงตา โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงบางอย่างร่วมด้วย

ปัจจัยที่อาจทำให้เกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม หรือเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรค มีดังนี้

  • อายุที่เพิ่มขึ้น : เป็นปัจจัยสำคัญที่สุด โดยโรคมักพบในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป เนื่องจากเซลล์จอประสาทตาเสื่อมตามกระบวนการเสื่อมของร่างกาย
  • พันธุกรรมและประวัติครอบครัว : ผู้ที่มีคนในครอบครัวเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อม มีโอกาสเกิดโรคสูงกว่าคนทั่วไป เนื่องจากยีนบางชนิดเกี่ยวข้องกับการทำงานของเซลล์จอประสาทตา
  • การสูบบุหรี่ : การสูบบุหรี่เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญ เพราะสารพิษในควันบุหรี่สามารถทำลายเซลล์จอประสาทตา และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดจอประสาทตาเสื่อมได้หลายเท่า
  • โรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจและหลอดเลือด : โรคที่ส่งผลต่อระบบไหลเวียนเลือดสามารถทำให้เลือดไปเลี้ยงจอประสาทตาได้ไม่เพียงพอ จึงเพิ่มความเสี่ยงของการเกิด โรคจอประสาทตา ได้
  • ภาวะน้ำหนักเกินและการใช้ชีวิตแบบไม่เคลื่อนไหว : ภาวะอ้วนและการไม่ออกกำลังกายสัมพันธ์กับความเสี่ยงของโรค เนื่องจากส่งผลต่อระบบเผาผลาญและหลอดเลือดของร่างกาย
  • การได้รับแสงแดดหรือรังสี UV เป็นเวลานาน : การได้รับแสง UV หรือแสงสีฟ้าเป็นเวลานานโดยไม่มีการป้องกัน อาจทำให้เซลล์จอประสาทตาเกิดความเสียหายสะสมได้

โรคจอประสาทตาเสื่อม อาการเป็นอย่างไร

โรคจอประสาทตาเสื่อมเป็นความผิดปกติที่ส่งผลโดยตรงต่อการมองเห็น โดยเฉพาะการมองเห็นบริเวณกึ่งกลางของลานสายตา ซึ่งเป็นส่วนที่ใช้สำหรับการอ่าน การมองรายละเอียดของวัตถุ หรือการจดจำใบหน้า ในระยะแรก อาการจอประสาทตาเสื่อม อาจเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้ผู้ป่วยบางรายไม่ทันสังเกตความผิดปกติ แต่เมื่อโรคดำเนินไป อาการอาจรุนแรงขึ้นและส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้

โรคจอประสาทตาเสื่อมมีอาการที่สามารถสังเกตได้ มีดังนี้

  • ตามัวเฉียบพลัน หรือค่อย ๆ มัวลง : การมองเห็นลดลงกว่าปกติ อาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาสั้น ๆ หรือค่อย ๆ มัวลง โดยเฉพาะการมองเห็นตรงกลางภาพ
  • มองเห็นภาพบิดเบี้ยว : ผู้ป่วยอาจรู้สึกว่าเส้นตรง เช่น ขอบประตู หรือเส้นตาราง กลายเป็นเส้นโค้งหรือคดงอ
  • มองเห็นจุดดำหรือเงาลอย (Floaters) : มีจุดดำ จุดลอย หรือเงาคล้ายหยากไย่ลอยไปมาในลานสายตา หากเกิดขึ้นมากผิดปกติอาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของจอประสาทตา
  • เห็นแสงแฟลชหรือแสงวาบ : บางรายอาจเห็นแสงวาบหรือแสงแฟลชในที่มืด หรือแม้ในขณะหลับตา ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของความผิดปกติบริเวณจอประสาทตา
  • ลานสายตาแคบลง : การมองเห็นบางส่วนหายไป หรือรู้สึกเหมือนมีเงาหรือม่านดำบังอยู่ในบางบริเวณของภาพ

หากพบอาการเหล่านี้ ควรตรวจจอประสาทตากับจักษุแพทย์โดยเร็วเพื่อประเมินความผิดปกติและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

โรคจอประสาทตาเสื่อม ทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนอะไรบ้าง

หากโรคจอประสาทตาเสื่อม ไม่ได้รับการดูแลหรือรักษาอย่างเหมาะสม อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่ส่งผลต่อการมองเห็น ได้แก่

  • การสูญเสียการมองเห็นส่วนกลางของลานสายตา ทำให้มองรายละเอียดของวัตถุได้ยาก
  • เกิดจุดบอดหรือจุดดำตรงกลางภาพ ส่งผลให้ภาพที่เห็นไม่สมบูรณ์
  • เส้นเลือดผิดปกติใต้จอประสาทตา ซึ่งอาจทำให้เกิดการรั่วหรือเลือดออกในจอประสาทตา
  • คุณภาพการมองเห็นลดลงจนส่งผลต่อการอ่านหนังสือ การขับรถ หรือการใช้ชีวิตประจำวัน

การวินิจฉัยโรคจอประสาทตาเสื่อม

การวินิจฉัยโรคจอประสาทตาเสื่อมจำเป็นต้องอาศัยการตรวจตาโดยจักษุแพทย์ พร้อมใช้เครื่องมือเฉพาะทางเพื่อตรวจดูโครงสร้างและการทำงานของจอประสาทตาอย่างละเอียด ซึ่งวิธีการตรวจที่ใช้ในการวินิจฉัยโรคจอประสาทตาเสื่อม ได้แก่

  • การตรวจจอประสาทตาหลังหยอดยาขยายม่านตา : แพทย์จะใช้ยาหยอดตาเพื่อขยายม่านตา ทำให้สามารถตรวจดูจอประสาทตาและ Macula ได้ชัดเจนขึ้น
  • การตรวจด้วย OCT (Optical Coherence Tomography) : เป็นการถ่ายภาพโครงสร้างของจอประสาทตาแบบละเอียด ช่วยให้แพทย์เห็นความผิดปกติของเนื้อเยื่อจอประสาทตาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น 
  • การถ่ายภาพจอประสาทตา (Fundus photographyใช้กล้องถ่ายภาพจอประสาทตาเพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงของโรค และประเมินความรุนแรงของจอประสาทตาเสื่อมในระยะต่าง ๆ

นอกจากนี้ การตรวจตาอย่างละเอียดช่วยให้แพทย์สามารถแยกโรคจอประสาทตาเสื่อมออกจากโรคตาอื่น ๆ ได้ เช่น ต้อหิน ต้อกระจกที่อาจต้องรักษาด้วย ผ่าตัดต้อกระจก หรือโรคต้อเนื้อ (Pterygium) เป็นต้น

แนวทางการรักษาโรคจอประสาทตาเสื่อม

การรักษาจอประสาทตาเสื่อม

การรักษาโรคจอประสาทตาเสื่อม มีเป้าหมายเพื่อชะลอการเสื่อมของจอประสาทตา ลดการสูญเสียการมองเห็น และควบคุมภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น โดยแนวทางการรักษาจะขึ้นอยู่กับชนิดของโรค ระยะของโรค และการประเมินโดยจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

รักษาโรคจอประสาทตาเสื่อมชนิดเปียก

  • แนวทางการรักษาหลักคือการฉีดยา Anti-VEGF เข้าสู่วุ้นตาเพื่อยับยั้งการเกิดเส้นเลือดใหม่ที่ผิดปกติใต้จอประสาทตา และลดการรั่วของเลือดหรือของเหลว
  • ในบางกรณีแพทย์อาจใช้ Photodynamic Therapy (PDT) ร่วมกับยา เพื่อช่วยทำลายเส้นเลือดผิดปกติ
  • การรักษาด้วยเลเซอร์อาจถูกใช้ในผู้ป่วยบางราย เพื่อควบคุมเส้นเลือดผิดปกติและช่วยชะลอการสูญเสียการมองเห็น

รักษาโรคจอประสาทตาเสื่อมชนิดแห้ง

วิธีรักษาจอประสาทตาเสื่อมชนิดแห้งปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แต่สามารถดูแลและชะลอการเสื่อมของจอประสาทตาได้ เช่น

  • รับประทานวิตามินและสารอาหารสูตร AREDS2
  • ควบคุมปัจจัยเสี่ยง เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และการสูบบุหรี่
  • ตรวจติดตามสุขภาพจอประสาทตาอย่างสม่ำเสมอ

ป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อมได้อย่างไร

แม้ว่าโรคจอประสาทตาเสื่อมจะพบได้มากในผู้สูงอายุและบางกรณีเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม แต่การดูแลสุขภาพดวงตาและปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตสามารถช่วยลดความเสี่ยงและชะลอการเกิดโรคได้

วิธีดูแลและป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อม ได้แก่

  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อดวงตา เช่น ผักใบเขียว ปลา และอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระอย่างลูทีนและซีแซนทีน
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ เพราะสารพิษจากบุหรี่สามารถทำลายเซลล์จอประสาทตาและเพิ่มความเสี่ยงของโรค
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอและควบคุมน้ำหนัก เพื่อช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดดีและลดความเสี่ยงของโรคที่ส่งผลต่อดวงตา
  • สวมแว่นกันแดดที่ป้องกันรังสี UV เพื่อปกป้องดวงตาจากแสงแดดที่อาจทำลายจอประสาทตา
  • ตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ เพื่อคัดกรองความผิดปกติและตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น 

รู้ทันโรคจอประสาทตาเสื่อม ดูแลการมองเห็นก่อนสายเกินไป

โรคจอประสาทตาเสื่อมเป็นภาวะที่ส่งผลต่อการมองเห็นบริเวณกึ่งกลางภาพ หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสมอาจทำให้การมองเห็นลดลงได้ การสังเกตอาการผิดปกติและเข้ารับการตรวจตาอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ผู้ที่กังวลเกี่ยวกับโรคจอประสาทตาเสื่อม โรคต้อหิน หรือโรคต้อกระจก สามารถเข้ารับการตรวจจอประสาทตาและวางแผนการรักษาโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางที่โรงพยาบาลไทยจักษุพระราม 3 (Thai Eye Hospital) เพื่อดูแลสุขภาพดวงตาอย่างเหมาะสมในระยะยาว

ช่องทางการติดต่อ

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

ใครเสี่ยงเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมบ้าง

  • ผู้ป่วย เบาหวาน และ ความดันโลหิตสูง
  • ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป
  • ผู้ที่มี สายตาสั้นมาก (High Myopia)
  • ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคจอประสาทตา
  • ผู้ที่เคยผ่าตัดตา หรือได้รับอุบัติเหตุที่ดวงตา

จอประสาทตาเสื่อม มีกี่ระยะ

โดยทั่วไป โรคจอประสาทตาเสื่อมแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะเริ่มต้น ระยะปานกลาง และระยะรุนแรง ซึ่งแต่ละระยะมีระดับความเสียหายของจอประสาทตาแตกต่างกัน

ผ่าตัดจอประสาทตาอันตรายไหม

การผ่าตัดจอประสาทตาเป็นหัตถการที่ต้องทำโดยจักษุแพทย์เฉพาะทาง ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำ ทำให้ความเสี่ยงลดลง อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยควรเข้ารับการประเมินก่อนการรักษา

References

สอบถามบริการ

08:00 – 18:00

หรือโทร 02-689-8888 (+66)2-689-8888

แพ็กเกจแนะนำ

แชร์บทความนี้

สอบถามบริการ

08:00 – 18:00

หรือโทร 02-689-8888

แพทย์ที่เกี่ยวข้อง

แพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง

บทความที่เกี่ยวข้อง

ผ่าตัดต้อหินอันตรายไหม? ทำความเข้าใจวิธีผ่าตัด การเตรียมตัว การดูแลหลังผ่าตัด พร้อมรู้ผลข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น เพื่อเตรียมตัวก่อนเข้ารับการรักษา
ผ่าตัดต้อเนื้อ หรือลอกต้อเนื้อ คือการรักษาต้อเนื้อด้วยการนำเนื้อเยื่อที่เสื่อมสภาพและลุกลามเข้าสู่ตาดำออก ช่วยลดอาการตาแดง ระคายเคือง ให้การมองเห็นกลับมาชัดเจนขึ้น
ต้อลมเกิดจากดวงตาระคายเคืองจากสิ่งกระตุ้น เช่น แสงแดด ลม ฝุ่นละออง ทำให้ตาแดง แสบตา เหมือนมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในตา หากปล่อยไว้นานอาจพัฒนาเป็นต้อเนื้อได้
โรคต้อหินคือความเสื่อมของเส้นประสาทตา มักเกิดจากความดันตาที่สูงจนกดทับและทำลายขั้วประสาทตา มักเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ และแทบจะไม่มีอาการแสดง
ต้อกระจก ตาบอดไหม? ภาวะเลนส์ตาขุ่นมัวที่ทำให้มองเห็นไม่ชัด เห็นแสงกระจาย ภาพซ้อน สีเพี้ยน และอาจกระทบการมองเห็นหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม
ต้อกระจกในผู้สูงอายุ เกิดจากเลนส์ตาขุ่นมัว ส่งผลให้มองเห็นไม่ชัด เห็นภาพซ้อน หรือไวต่อแสง การสังเกตอาการตั้งแต่ระยะแรกช่วยลดผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตได้
ส่งข้อมูลสำเร็จ