ต้อกระจก หรือ Cataract คือภาวะที่เลนส์ตาเกิดความขุ่นมัว ส่งผลให้การมองเห็นลดลง มองภาพไม่ชัด หรือมีแสงกระจายรบกวนสายตา ภาวะนี้พบได้บ่อยโดยเฉพาะในผู้สูงอายุ แต่ก็อาจเกิดจากปัจจัยอื่น เช่น การบาดเจ็บของดวงตา โรคประจำตัว หรือการเสื่อมตามวัย มาทำความเข้าใจว่าโรคต้อกระจกคืออะไร มีสาเหตุและอาการอย่างไร รวมถึงแนวทางการรักษาที่เหมาะสม เพื่อช่วยให้สามารถดูแลสุขภาพดวงตาได้อย่างถูกต้องตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
Key Takeaways
- ต้อกระจก คือภาวะที่เลนส์ตาเกิดความขุ่นมัว ทำให้แสงไม่สามารถผ่านเข้าสู่จอประสาทตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้การมองเห็นลดลง
- โรคต้อกระจกแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะเริ่มแรก, ระยะก่อนต้อแก่, ระยะต้อแก่หรือต้อสุก และระยะต้อสุกเกิน
- การมองเห็นภาพพร่ามัวหรือไม่คมชัดเป็นอาการเริ่มต้นของโรคต้อกระจก
- โรคต้อกระจกรักษาได้ด้วยการผ่าตัด ซึ่งปัจจุบันมี 2 วิธี คือ การผ่าตัดสลายต้อกระจกด้วยคลื่นอัลตราซาวนด์ และการผ่าตัดแบบแผลเปิดกว้าง
ต้อกระจก คืออะไร
ต้อกระจก (Cataract) คือภาวะที่เลนส์แก้วตา (Crystalline Lens) ซึ่งปกติควรมีลักษณะใส เกิดความขุ่นหรือความทึบแสง ทำให้แสงไม่สามารถผ่านเข้าสู่จอประสาทตา (Retina) ได้อย่างปกติ ส่งผลให้การมองเห็นลดลง ภาพพร่ามัว หรือมีอาการแสงกระจายรบกวนสายตา
ภาวะดังกล่าวมักเกี่ยวข้องกับกระบวนการเสื่อมตามวัย แต่ก็อาจเกิดจากปัจจัยอื่น เช่น การบาดเจ็บของดวงตา โรคทางระบบบางชนิด หรือการใช้ยาบางประเภท โดยในทางจักษุวิทยา โรคต้อกระจกถือเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการมองเห็นบกพร่องที่สามารถรักษาได้ด้วยวิธีทางการแพทย์ที่เหมาะสม
- อ่านความรู้เกี่ยวกับจอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุคืออะไร อาการเป็นอย่างไร : จอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุ
ต้อกระจก มีกี่ระยะ
ในทางจักษุวิทยาสามารถแบ่งความรุนแรงของโรคต้อกระจกออกเป็น 4 ระยะ ตามระดับความขุ่นของเลนส์ตาและผลกระทบต่อการมองเห็น ดังนี้
- ระยะเริ่มแรก (Early Cataract) : เลนส์ตาเริ่มมีความขุ่นเล็กน้อยจากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างโปรตีนในเลนส์ตา ผู้ป่วยอาจเริ่มรู้สึกว่ามองเห็นไม่คมชัดเหมือนเดิม ต้องการแสงสว่างมากขึ้นในการอ่านหนังสือ หรือมีอาการแสงจ้ารบกวนสายตา
- ระยะก่อนต้อแก่ (Immature Cataract) : เป็นระยะที่ความขุ่นของเลนส์ตาเพิ่มมากขึ้น ทำให้แสงผ่านเข้าสู่จอประสาทตา (Retina) ได้ลดลง การมองเห็นเริ่มพร่ามัวชัดเจนขึ้น ผู้ป่วยอาจมองเห็นภาพซ้อนในตาข้างเดียว (Monocular Diplopia) หรือรู้สึกว่าสีของวัตถุซีดลง
- ระยะต้อแก่หรือต้อสุก (Mature Cataract) : เป็นระยะที่เลนส์ตาขุ่นเกือบทั้งหมด ทำให้การมองเห็นลดลงอย่างมาก ผู้ป่วยอาจมองเห็นได้เพียงแสงหรือเงาเท่านั้น ระยะนี้มักส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
- ระยะต้อสุกเกิน (Hypermature Cataract) : เป็นระยะที่เลนส์ตาเกิดการเสื่อมสภาพมากขึ้น โครงสร้างภายในเลนส์อาจเริ่มสลายตัว จำเป็นต้องรับการผ่าตัดโดยเร็วที่สุด หากทิ้งไว้อาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น มีการอักเสบภายในลูกตา ความดันลูกตาสูง และอาจก่อให้เกิดต้อหิน ตามมา
- อ่านความรู้เกี่ยวกับโรคจอประสาทตา คืออะไร หาสาเหตุ สังเกตอาการ และนะนำการรักษา ได้ที่ : โรคจอประสาทตา
ต้อกระจก อาการเป็นอย่างไร
ต้อกระจกมักเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากการที่เลนส์ตาสูญเสียความใส ผู้ป่วยอาจสังเกตความผิดปกติของการมองเห็นได้จากอาการสำคัญต่อไปนี้
- มองเห็นภาพพร่ามัวหรือไม่คมชัด: เป็นอาการต้อกระจกที่พบได้บ่อยที่สุด เนื่องจากเลนส์ตาที่ขุ่นทำให้แสงกระจายก่อนตกกระทบจอประสาทตา ส่งผลให้ภาพที่เห็นดูไม่ชัดเจนเหมือนมีหมอกบาง ๆ บดบังสายตา
- ไวต่อแสงหรือมีแสงกระจายรบกวนสายตา (Photophobia) : ผู้ป่วยอาจรู้สึกไม่สบายตาเมื่ออยู่ในที่มีแสงจ้า เช่น แสงแดดหรือไฟหน้ารถในเวลากลางคืน เนื่องจากแสงเกิดการกระจายตัวผ่านเลนส์ตาที่ขุ่น
- มองเห็นภาพซ้อนในตาข้างเดียว (Monocular Diplopia) : ความผิดปกติของโครงสร้างเลนส์ตาอาจทำให้เกิดการหักเหของแสงหลายทิศทาง ส่งผลให้ผู้ป่วยมองเห็นวัตถุหนึ่งชิ้นเป็นหลายภาพในตาข้างเดียว
- การมองเห็นในเวลากลางคืนลดลง: ผู้ป่วยบางรายอาจรู้สึกว่าการมองเห็นในสภาพแสงน้อยแย่ลง โดยเฉพาะขณะขับรถในเวลากลางคืน
- สีของวัตถุดูซีดหรือออกโทนเหลือง: เมื่อเลนส์ตาเริ่มขุ่นมากขึ้น แสงบางช่วงคลื่นจะผ่านเข้าไปได้ลดลง ทำให้การรับรู้สี (Color Perception) เปลี่ยนไป วัตถุอาจดูหม่นหรือเหลืองกว่าปกติ
- ต้องเปลี่ยนค่าสายตาบ่อยผิดปกติ: ผู้ป่วยต้อกระจกบางรายอาจพบว่าค่าสายตาเปลี่ยนแปลงบ่อย เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของความโค้งและความใสของเลนส์ตา ซึ่งส่งผลต่อการหักเหของแสง
- บทความน่ารู้ ต้อเนื้อ (Pterygium) คืออะไร เกิดจากสาเหตุอะไรบ้าง พร้อมแนะนำวิธีสังเกตอาการเบื้องต้น : ต้อเนื้อ (Pterygium) คือ
ต้อกระจก เกิดจากอะไร
ต้อกระจกเกิดจากหลายปัจจัย ไม่จำกัดเฉพาะการเสื่อมตามวัยเท่านั้น โดยสาเหตุของต้อกระจกสามารถพบได้จากปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้
- การติดเชื้อระหว่างตั้งครรภ์ (Congenital Infection) : ทารกแรกเกิดบางรายอาจเกิด ต้อกระจกแต่กำเนิด (Congenital Cataract) หากมารดาติดเชื้อบางชนิดระหว่างตั้งครรภ์ โดยเฉพาะโรคหัดเยอรมัน (Rubella) ซึ่งสามารถส่งผลต่อการพัฒนาของเลนส์ตาในทารก
- อุบัติเหตุหรือการบาดเจ็บของดวงตา (Ocular Trauma) : การกระแทกอย่างรุนแรง การถูกของแหลมทิ่ม หรืออุบัติเหตุที่ทำให้โครงสร้างภายในลูกตาเสียหาย อาจทำให้เลนส์ตาเกิดความขุ่นผิดปกติ ซึ่งเรียกว่า ต้อกระจกจากการบาดเจ็บ (Traumatic Cataract)
- การได้รับรังสีหรือแสงที่มีพลังงานสูง (Radiation Exposure) : การสัมผัสรังสีบางชนิด เช่น รังสีเอกซ์ (X-ray) รังสีจากการฉายแสงรักษาโรค (Radiotherapy) รวมถึงการได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตจากแสงแดดเป็นเวลานาน อาจเร่งให้เลนส์ตาเสื่อมสภาพเร็วขึ้น
- ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด (Medication-induced Cataract) : การใช้ยาบางประเภทเป็นเวลานาน โดยเฉพาะยากลุ่มสเตียรอยด์ (Corticosteroids) อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดต้อกระจกได้ เนื่องจากยาดังกล่าวส่งผลต่อกระบวนการเมตาบอลิซึมของเลนส์ตา
- โรคประจำตัวบางชนิด (Systemic Diseases) : โรคทางระบบของร่างกาย เช่น โรคเบาหวานความดันโลหิตสูง หรือความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ สามารถส่งผลต่อการเผาผลาญภายในเลนส์ตาและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดต้อกระจก
- โรคหรือความผิดปกติภายในดวงตา (Ocular Diseases) : ภาวะอักเสบภายในลูกตา เช่น ม่านตาอักเสบ (Uveitis) ภาวะตาอักเสบเรื้อรัง หรือโรคต้อหิน (Glaucoma) อาจส่งผลต่อโครงสร้างของเลนส์ตาและทำให้เกิดความขุ่นได้
- พฤติกรรมและโภชนาการ : การได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน โดยเฉพาะการขาดโปรตีนหรือวิตามินบางชนิด เช่น วิตามินเอ (Vitamin A) และวิตามินซี (Vitamin C) รวมถึงพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การสูบบุหรี่ หรือการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสื่อมของเลนส์ตาและการเกิดต้อกระจกในระยะยาว
- เบาหวานขึ้นตาอาการเป็นอย่างไร เช็กอาการที่คนเป็นเบาหวานไม่ควรมองข้าม : เบาหวานขึ้นตา
รักษาต้อกระจกได้อย่างไร
โรคต้อกระจกรักษาได้ โดยแนวทางการรักษาจะขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของโรคและผลกระทบต่อการมองเห็นของผู้ป่วย ซึ่งแพทย์จะพิจารณาวิธีรักษาต้อกระจกที่เหมาะสมเป็นรายบุคคล เพื่อให้การมองเห็นกลับมามีประสิทธิภาพมากที่สุด
การรักษาต้อกระจกแบบไม่ผ่าตัด
ในระยะเริ่มต้นที่ต้อกระจกยังไม่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันมากนัก แพทย์อาจพิจารณารักษาต้อกระจกโดยไม่ต้องผ่าตัดด้วยวิธีการดูแลและปรับพฤติกรรม ดังนี้
- ปรับค่าสายตาหรือเปลี่ยนแว่นตา: เมื่อเลนส์ตาเริ่มขุ่น การหักเหของแสง (Refraction) อาจเปลี่ยนไป การปรับค่าสายตาหรือเปลี่ยนแว่นตาใหม่สามารถช่วยให้การมองเห็นดีขึ้นในระยะหนึ่ง
- เพิ่มความสว่างของแสงในการทำกิจกรรม: การใช้แสงสว่างที่เพียงพอ เช่น ขณะอ่านหนังสือหรือทำงานที่ต้องใช้สายตา อาจช่วยลดผลกระทบจากการมองเห็นที่พร่ามัว
- ใช้แว่นกันแดดป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลต: การสวมแว่นกันแดดที่สามารถป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) อาจช่วยลดการเสื่อมของเลนส์ตาและป้องกันอาการแสงจ้ารบกวนสายตา
- ควบคุมโรคประจำตัวและปรับพฤติกรรมสุขภาพ: การควบคุมโรค เช่น โรคเบาหวาน การรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ และหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ สามารถช่วยชะลอการเสื่อมของเลนส์ตาได้ในบางราย
การรักษาต้อกระจกแบบไม่ผ่าตัด เป็นการป้องกันไม่ให้โรคลุกลามไปยังระยะต่อไป ตราบใดที่อาการไม่แย่ลงมากและผู้ป่วยยังสามารถใช้ชีวิตตามปกติได้ ก็ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตา
- หาคำตอบ ต้อกระจก ใช้ยาหยอดได้ไหม : ยาหยอดตาต้อกระจก
การรักษาต้อกระจกแบบผ่าตัด
เมื่อเลนส์ตาขุ่นมากจนส่งผลต่อการมองเห็นและการใช้ชีวิตประจำวัน แพทย์มักแนะนำการผ่าต้อกระจก ซึ่งถือเป็นวิธีรักษาที่มีประสิทธิภาพ โดยการรักษาต้อกระจกแบบผ่าตัดมี 2 วิธี ดังนี้
การผ่าตัดสลายต้อกระจกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Phacoemulsification) เป็นการผ่าต้อกระจกสมัยใหม่ที่ใช้พลังงานคลื่นอัลตราซาวนด์ (Ultrasound) สลายเลนส์ตาที่ขุ่นให้แตกตัวเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วดูดออกจากลูกตา หลังจากนั้นจักษุแพทย์จะทำการใส่เลนส์ตาเทียม (Intraocular Lens) เข้าไปแทนที่ ข้อดีคือแผลมีขนาดเล็กเพียง 2-2.5 มม. ใช้เวลาผ่าตัดน้อย ไม่จำเป็นต้องเย็บแผล หลังผ่าตัดสามารถกลับบ้านได้ทันที และใช้เวลาพักฟื้นเพียง 1 สัปดาห์ก็สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ
การผ่าตัดแบบแผลเปิดกว้าง (Extracapsular Cataract Extraction) เป็นการผ่าต้อกระจกแบบดั้งเดิมโดยเปิดแผลที่กระจกตาขนาดประมาณ 6–10 มม. เพื่อเอาส่วนแกนเลนส์ตาที่แข็ง (Lens Nucleus) ออก จากนั้นจักษุแพทย์จะใช้เครื่องมือดูดเอาเนื้อเลนส์ส่วนที่เหลือ (Cortical Material) ออก ก่อนใส่เลนส์แก้วตาเทียมเข้าไปแทนที่เลนส์เดิม วิธีนี้มักใช้ในผู้ป่วยที่มีต้อกระจกระยะสุกหรือสุกเกิน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากแผลผ่าตัดมีขนาดค่อนข้างใหญ่ จึงอาจต้องใช้เวลาผ่าตัดและระยะพักฟื้นนานกว่าเทคนิคการผ่าตัดสมัยใหม่
หลังผ่าตัดต้อกระจก ผู้ป่วยจำเป็นต้องใช้ยาหยอดตาเพื่อลดการอักเสบ (Anti-inflammatory Eye Drops) และป้องกันการติดเชื้อ พร้อมเข้ารับการตรวจติดตามกับจักษุแพทย์อย่างต่อเนื่องเพื่อประเมินผลการรักษา
- อ่านความรู้เกี่ยวกับการรักษาต้อกระจกเพิ่มเติมได้ที่บทความ : ผ่าตัดต้อกระจก ราคา
แนวทางการป้องกันต้อกระจก ทำได้อย่างไร
แม้ว่าต้อกระจกจะเกิดจากการเสื่อมตามวัย แต่ผู้ป่วยสามารถลดความเสี่ยงหรือชะลอการเกิดโรคได้ด้วยการดูแลสุขภาพดวงตาและปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตอย่างเหมาะสม แนวทางป้องกันโรคต้อกระจกสามารถทำได้ดังนี้
- ตรวจสุขภาพดวงตาเป็นประจำ : การตรวจตากับจักษุแพทย์อย่างสม่ำเสมอช่วยให้สามารถตรวจพบความผิดปกติของเลนส์ตาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และวางแผนดูแลรักษาได้อย่างเหมาะสม
- สวมแว่นกันแดดที่ป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลต : การป้องกันดวงตาจากรังสีอัลตราไวโอเลต ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสื่อมของเลนส์ตา ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดต้อกระจก
- รับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ : อาหารที่อุดมด้วยวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี และลูทีน เช่น ผักใบเขียว ผลไม้ และธัญพืช มีส่วนช่วยดูแลสุขภาพดวงตาและอาจช่วยชะลอความเสื่อมของเลนส์ตา
- ควบคุมโรคประจำตัวอย่างเหมาะสม : โรคบางชนิด เช่น โรคเบาหวาน หรือความดันโลหิตสูง อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดต้อกระจก การดูแลและควบคุมโรคอย่างเหมาะสมจึงมีความสำคัญ
- หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป : การสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากอาจเร่งกระบวนการเสื่อมของเลนส์ตาและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดต้อกระจกในระยะยาว
- พักสายตาเมื่อใช้สายตากับหน้าจอเป็นเวลานาน : การใช้คอมพิวเตอร์หรือสมาร์ตโฟนเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดภาวะตาล้า (Digital Eye Strain) ควรพักสายตาเป็นระยะ เช่น ใช้หลัก 20-20-20 คือ มองไกล 20 ฟุต ทุก 20 นาที เป็นเวลา 20 วินาที
ต้อกระจกรักษาได้ หากได้รับการตรวจประเมินและรักษาอย่างเหมาะสม
ต้อกระจก หรือ Cataract คือภาวะที่เลนส์ตาเกิดความขุ่น ส่งผลให้การมองเห็นพร่ามัวหรือคุณภาพการมองเห็นลดลง อย่างไรก็ตาม โรคนี้สามารถรักษาได้ด้วยการตรวจประเมินและรับการรักษาอย่างเหมาะสม ผู้ป่วยจะกลับมามองเห็นได้ชัดและสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติอีกครั้ง
โรงพยาบาลไทยจักษุ พระราม 3 (Thai Eye Hospital) พร้อมให้บริการรักษาโรคต้อกระจกด้วยการผ่าตัดสลายต้อกระจกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Phacoemulsification) ซึ่งเป็นเทคนิคการผ่าตัดสมัยใหม่ที่มีบาดแผลขนาดเล็กและใช้เวลาพักฟื้นน้อย ดำเนินการโดยทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ พร้อมการประเมินสภาพดวงตาอย่างละเอียด เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับแนวทางการรักษาที่เหมาะสมและปลอดภัยสูงสุด
ช่องทางการติดต่อ
- Facebook : Thai Eye Hospital
- Line official : @thaieyecenter
- Email : [email protected]
- Tel : 02-689-8888
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
ผ่าตัดต้อกระจก กี่วันหาย
หลังผ่าต้อกระจก ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้ในวันเดียว การมองเห็นจะค่อย ๆ ดีขึ้นภายใน 1–3 วันแรก และดวงตาจะใช้เวลาฟื้นตัวเต็มที่ประมาณ 3–4 สัปดาห์
ผ่าตัดต้อกระจก กี่วันจะโดนน้ำได้
ควรหลีกเลี่ยงไม่ให้น้ำเข้าตา 7 วันหลังผ่าตัด เพื่อป้องกันการติดเชื้อ และปฏิบัติตามคำแนะนำของจักษุแพทย์อย่างเคร่งครัด
หลังผ่าต้อกระจก ทำไมต้องใส่แว่นกันแดด
หลังผ่าต้อกระจก ดวงตามักมีความไวต่อแสง (Photophobia) มากขึ้น การใส่แว่นกันแดดจะช่วยลดแสงจ้า ป้องกันรังสี UV ที่อาจระคายเคืองดวงตา และช่วยปกป้องดวงตาในช่วงที่เนื้อเยื่อกำลังฟื้นตัว
References
- National Eye Institute. (2025, 26 November). Cataracts. National Eye Institute. https://www.nei.nih.gov/eye-health-information/eye-conditions-and-diseases/cataracts
- Dr Agarwals Eye Hospital. (2025, 6 August). Understanding the Different Stages of Cataracts: A Complete Guide. Dr Agarwals Eye Hospital. https://www.dragarwal.com/blog/all-about-cataract/stages-of-cataracts/
- Arjan S Hura, MD. (2025, 1 December). What Are Cataracts?. American Academy of Ophthalmology. https://www.aao.org/eye-health/diseases/what-are-cataracts
08:00 – 18:00
แชท LINE
