อาการต้อกระจก สังเกตอาการเริ่มต้นที่ควรรู้ก่อนสายตาพร่ามัว

อาการต้อกระจก

อาการต้อกระจก สัญญาณเตือนที่หลายคนมองข้ามว่าแค่สายตาเสื่อมตามวัย แต่ความจริงแล้วอาจรุนแรงกว่าที่คิด ต้อกระจก หรือ Cataracts คือภาวะที่เลนส์แก้วตา (Crystalline Lens) เกิดความขุ่นมัว ส่งผลให้การมองเห็นเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นภาพเบลอ แสงกระจาย หรือมองเห็นเหมือนมีหมอกบางอยู่ตลอดเวลา หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษาอาการต้อกระจก อาจลุกลามจนส่งผลต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก

Key Takeaways

  • อาการต้อกระจกมักเริ่มจากตามัว มองเห็นเหมือนมีฝ้าหรือหมอกบัง และอาการจะค่อย ๆ ชัดขึ้นเรื่อย ๆ
  • ผู้ที่เริ่มมีอาการต้อกระจกอาจเห็นแสงไฟแตกกระจาย ตาสู้แสงไม่ได้ เห็นภาพซ้อน หรือเปลี่ยนแว่นบ่อยผิดปกติ
  • ต้อกระจกมีหลายระยะ ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นไปจนถึงระยะต้อสุกมาก ซึ่งยิ่งปล่อยไว้นานยิ่งกระทบการมองเห็น
  • หากมีอาการตามัวลงกะทันหัน ปวดตา ตาแดง หรือมองเห็นผิดปกติร่วมด้วย ควรรีบพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติม
  • การสังเกตความผิดปกติของดวงตาและเข้ารับการตรวจตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยวางแผนรักษาและลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนในอนาคต
สารบัญบทความ

อาการต้อกระจก การมองเห็นเป็นอย่างไร

อาการต้อกระจกไม่ได้เกิดขึ้นทันทีทันใด แต่จะค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงการมองเห็นไปอย่างช้า ๆ จนบางครั้งผู้ที่มีความเสี่ยงแทบไม่รู้ตัวว่าตนเองกำลังตาเป็นต้อกระจกอยู่ โดยโรคต้อกระจกเกิดจากการที่เลนส์แก้วตา สูญเสียความใสและเกิดความขุ่นมัวขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้แสงที่ผ่านเข้าสู่ดวงตาเกิดการกระเจิง จนภาพที่มองเห็นเปลี่ยนไปจากเดิม

อาการต้อกระจกที่พบได้บ่อยในด้านการมองเห็น ได้แก่

  • มองเห็นเหมือนมีหมอกบัง ภาพที่เห็นจะดูไม่คมชัด ฟุ้ง และมัวตลอดเวลา คล้ายมองผ่านกระจกที่ไม่สะอาด
  • แสงกระจายและแสบตาเมื่อโดนแสงจ้า ผู้ที่มีอาการต้อกระจกมักสู้แสงไม่ได้ โดยเฉพาะแสงไฟรถยนต์ตอนกลางคืนจะมองเห็นเป็นแฉก (Glare) รอบดวงไฟ
  • มองเห็นภาพซ้อน บางรายอาจมองเห็นภาพซ้อน (Diplopia) แม้จะใช้ตาข้างเดียว
  • สีเพี้ยนหรือสีซีดจาง สีที่เคยสดใสอาจดูหม่น เหลือง หรือซีดลงโดยไม่มีสาเหตุ
  • ต้องเปลี่ยนแว่นสายตาบ่อยขึ้น ต้อกระจกอาการเริ่มต้นอาจทำให้ค่าสายตาเปลี่ยนแปลงบ่อย แต่เมื่ออาการต้อกระจกรุนแรงขึ้น การเปลี่ยนแว่นก็ไม่สามารถช่วยให้มองเห็นดีขึ้นได้อีกต่อไป
  • มองชัดขึ้นในที่มืด แต่มัวในที่สว่าง ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของอาการต้อกระจกที่แตกต่างจากปัญหาสายตาทั่วไป

อาการต้อกระจกมีกี่ระยะ

ความรุนแรงของอาการต้อกระจกนั้นไม่ได้เท่ากันในทุกคน โดยต้อกระจกตาสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ระยะหลัก ๆ ดังนี้

  • ระยะที่ 1 ระยะเริ่มแรก (Early Cataract) อาการยังไม่รุนแรง ผู้ที่มีอาการจะเริ่มรู้สึกว่าการมองเห็นระยะใกล้หรือระยะไกลทำได้ยากขึ้น สายตาล้าง่าย และเริ่มมีอาการแพ้แสงเล็กน้อย โดยเฉพาะในต้อกระจกในผู้สูงอายุ ซึ่งหลายคนมักเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงสายตาเสื่อมตามอายุ
  • ระยะที่ 2 ระยะก่อนต้อสุก (Immature Cataract) โปรตีนในเลนส์แก้วตาเริ่มขุ่นมากขึ้น ตามองเห็นเป็นหมอกชัดเจนขึ้น และค่าสายตาเปลี่ยนแปลงบ่อยจนต้องเปลี่ยนแว่นบ่อยครั้ง แม้ใส่แว่นแล้วก็ยังรู้สึกว่ามองเห็นไม่ดีเท่าที่ควร ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างเห็นได้ชัด
  • ระยะที่ 3 ระยะต้อสุก (Mature Cataract) เลนส์แก้วตาจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มหรือสีดำ อาการรุนแรงมากจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก ตามองเห็นเป็นหมอกหนาขึ้นจนแทบมองไม่เห็น แพทย์มักแนะนำให้เข้ารับการผ่าตัดในระยะนี้
  • ระยะที่ 4 ระยะต้อสุกเกิน (Hypermature Cataract) ระยะที่อันตรายที่สุด เลนส์แก้วตาจะเปลี่ยนเป็นสีขาวขุ่นทั้งดวง อาการรุนแรงถึงขั้นที่โปรตีนในเลนส์อาจรั่วออกมา ทำให้เกิดการอักเสบภายในลูกตา และอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น ต้อหิน (Glaucoma) ได้

อาการต้อกระจกที่เป็นอยู่จะนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นหรือไม่? อ่านเพิ่มเติมได้ที่ ต้อกระจก ตาบอดไหม

สัญญาณเตือนอาการต้อกระจก

ตาเป็นต้ออาการ

อาการของต้อกระจกในระยะแรกมักจะค่อย ๆ แสดงออกทีละน้อยจนไม่ทันสังเกตจน ดังนั้นการรู้จักสัญญาณเตือนต้อกระจกอาการเหล่านี้ตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้ผู้ที่มีความเสี่ยงรับมือได้เร็วขึ้น ก่อนที่ตาต้อกระจกจะลุกลามจนกระทบการมองเห็นมากกว่าเดิม

  • มองเห็นภาพมัวหรือเหมือนมีหมอกบัง อาการต้อกระจกที่พบบ่อยที่สุด ภาพที่เห็นจะดูฟุ้ง ไม่คมชัด แม้อยู่ในที่มีแสงสว่างเพียงพอ
  • รูม่านตามีจุดสีขาวขุ่น สังเกตได้จากกระจกหรือรูปถ่าย อาจพบจุดขาวขุ่นบริเวณรูม่านตา ซึ่งเป็นสัญญาณของเลนส์แก้วตา (Crystalline Lens) ที่เริ่มเสื่อมสภาพ
  • เห็นภาพซ้อนหรือแสงกระจาย มองเห็นแสงไฟเป็นแฉก (Glare) หรือมีแสงรัศมีรอบดวงไฟ โดยเฉพาะขณะขับรถกลางคืน
  • สู้แสงไม่ได้ ตาพร่าในที่สว่าง ผู้ที่มีอาการต้อกระจกมักรู้สึกแสบตาหรือตาพร่าเมื่อโดนแสงจ้า ซึ่งเป็นหนึ่งในอาการของต้อกระจกที่สังเกตได้ชัด
  • ต้องเปลี่ยนแว่นสายตาบ่อยผิดปกติ ค่าสายตาเปลี่ยนแปลงเร็วและบ่อยโดยไม่มีสาเหตุต้อกระจกที่ชัดเจน เป็นสัญญาณเตือนที่ไม่ควรละเลย
  • มองเห็นสีเพี้ยนหรือซีดจาง สีที่เคยสดใสอาจดูหม่นหรือเหลืองผิดปกติ เนื่องจากเลนส์แก้วตาที่ขุ่นมัวกรองแสงในช่วงคลื่นสีบางส่วนออกไป

หากสังเกตพบอาการต้อกระจกเหล่านี้ในตัวเองหรือคนใกล้ชิด อย่ารอให้อาการหนักขึ้น คลิกเลยที่ ผ่าตัดต้อกระจก ราคา

อาการต้อกระจก vs สายตายาวตามอายุ ต่างกันอย่างไร

หลายคนที่เริ่มเป็นต้อกระจกมักสับสนว่าสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่คืออาการต้อกระจกหรือแค่สายตายาวตามอายุ (Presbyopia) กันแน่ เพราะอาการบางอย่างคล้ายกันมาก ตารางด้านล่างนี้จะช่วยให้แยกแยะได้ชัดขึ้น

ข้อแตกต่างต้อกระจก (Cataract)สายตายาวตามอายุ (Presbyopia)
อาการภาพมัว มองเห็นเหมือนมีหมอกบัง แสงกระจาย ภาพซ้อน สีเพี้ยนมองระยะใกล้ไม่ชัด ต้องยืดแขนออกเพื่ออ่านหนังสือ แต่มองไกลยังชัดปกติ
ลักษณะการมองเห็นมัวทั้งระยะใกล้และไกล ตามองเห็นเป็นหมอก ถึงแม้อยู่ในที่สว่าง ตาสู้แสงไม่ได้มัวเฉพาะระยะใกล้ การมองเห็นในที่สว่างยังเป็นปกติ ไม่มีแสงกระจาย
ผู้ป่วยเสี่ยงพบได้ทุกวัย แต่ต้อกระจกเกิดจากความเสื่อมของเลนส์แก้วตา พบบ่อยในผู้ที่อายุ 40 ปีขึ้นไป รวมถึงผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวานพบในผู้ที่อายุ 40 ปีขึ้นไปเป็นส่วนใหญ่ เกิดจากกล้ามเนื้อตาและเลนส์แก้วตาเสื่อมความยืดหยุ่นตามธรรมชาติ
การรักษาการรักษาต้อกระจกที่ได้ผลถาวรคือการผ่าตัดต้อกระจก โดยการสลายต้อกระจกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Phacoemulsification) และใส่เลนส์เทียม (IOL) แทนรักษาสายตายาวตามอายุ ด้วยการใช้แว่นสายตาอ่านหนังสือ หรือ ใส่คอนแทคเลนส์

 

เช็กอาการต้อกระจกด้วยตัวเองได้อย่างไร

ไม่แน่ใจว่าที่มองเห็นอยู่คืออาการต้อกระจกหรือแค่สายตาเปลี่ยนตามวัย? ลองสังเกตตัวเองในช่วง 1-3 เดือนที่ผ่านมาว่ามีอาการต้อกระจกเหล่านี้หรือไม่ (ตอบว่า ใช่ หรือ ไม่)

  1. มองเห็นภาพไม่คมชัด คล้ายมีฝ้าหรือกระจกขุ่นบังอยู่ตลอดเวลา
  2. ตาพร่ามัวมากขึ้นเมื่อโดนแสงแดด หรือสู้ไฟหน้ารถตอนกลางคืนไม่ได้
  3. ปิดตาข้างหนึ่งแล้วมองด้วยตาข้างเดียว ยังเห็นภาพซ้อน (Diplopia) อยู่
  4. ต้องเปลี่ยนแว่นสายตาบ่อยผิดปกติในระยะเวลาสั้น ๆ
  5. ในที่แสงน้อยหรือกลางคืน มองเห็นแย่กว่าปกติอย่างชัดเจน
  6. สีสันต่าง ๆ ดูซีดจางหรือออกโทนเหลือง/น้ำตาลมากขึ้น
  7. มองหลอดไฟตอนกลางคืนแล้วเห็นเป็นวงรัศมี (Halo) กระจายออกมารอบดวงไฟ
  8. เคยสายตายาว แต่ตอนนี้กลับมามองใกล้ชัดขึ้นจนถอดแว่นได้ แม้ภาพยังมัวอยู่
  9. รู้สึกเหมือนแว่นสกปรกตลอดเวลา แต่เช็ดแล้วก็ยังมัวเหมือนเดิม
  10. ส่องกระจกในที่สว่างแล้วเห็นบริเวณรูม่านตาเป็นสีขาวขุ่น เทา หรือไม่ดำสนิท

ตอบ “ใช่” 1-2 ข้อ อาจเป็นอาการต้อกระจกระยะเริ่มต้นหรือปัญหาสายตาอื่น ควรตรวจสุขภาพตาประจำปีเพื่อความมั่นใจ

ตอบ “ใช่” 3-5 ข้อ มีความเสี่ยงสูงที่จะมีอาการต้อกระจก ควรนัดพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด

ตอบ “ใช่” มากกว่า 5 ข้อ ควรเข้าพบจักษุแพทย์โดยเร็ว เพื่อประเมินความรุนแรงและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม

ต้อกระจก อาการแบบไหนควรรีบไปพบแพทย์

  • ภาพมัวลงอย่างรวดเร็วหรือต่อเนื่อง อาการต้อกระจกที่การมองเห็นเสื่อมลงเร็วผิดปกติ โดยเฉพาะในที่สว่างจ้า ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้
  • เห็นภาพซ้อน (Double Vision) มองเห็นภาพซ้อนแม้ใช้ตาเพียงข้างเดียว อาจเป็นสัญญาณที่ต้องได้รับการวินิจฉัยโดยเร็ว
  • ปวดตาหรือตาแดงร่วมกับอาการต้อกระจก อาจบ่งชี้ว่ามีภาวะแทรกซ้อน เช่น ต้อหิน (Glaucoma) ซึ่งเกิดจากโปรตีนในเลนส์รั่วออกมากระตุ้นความดันในลูกตา
  • ตาสู้แสงไม่ได้อย่างรุนแรง แสงกระจายหรือเห็นแสงรัศมีชัดมากขึ้นเรื่อย ๆ จนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน
  • มองเห็นจุดดำหรือเส้นลอยในสายตา อาจเป็นสัญญาณเตือนของจอประสาทตาเสื่อม ซึ่งต้องแยกแยะออกจากอาการต้อกระจกโดยจักษุแพทย์
  • ค่าสายตาเปลี่ยนแปลงเร็วผิดปกติ ต้องเปลี่ยนแว่นบ่อยในระยะเวลาสั้น ๆ โดยไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน ควรรีบตรวจวินิจฉัย
  • เห็นจุดขาวขุ่นบริเวณรูม่านตา หากส่องกระจกแล้วพบความขุ่นบริเวณกลางตาดำ นั่นคือสัญญาณที่ไม่ควรละเลย
  • มีอาการผิดปกติหลังผ่าตัดต้อกระจก เช่น ตาแดง ปวดตา หรือมองเห็นแย่ลงหลังผ่าตัดต้อกระจก ควรรีบกลับมาพบแพทย์ทันที

อาการต้อกระจก ปล่อยไว้นานอาจกระทบการมองเห็น

ต้อกระจก (Cataract) เป็นภาวะที่ไม่ควรมองข้าม เพราะอาการต้อกระจกจะค่อย ๆ แย่ลงโดยไม่มีสัญญาณเตือนที่ชัดเจนเสมอไป การตรวจตาอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะผู้ที่อายุ 40 ปีขึ้นไป เพื่อให้พบต้อกระจกได้ตั้งแต่ระยะแรก และวางแผนการรักษาได้อย่างตรงจุด

โรงพยาบาลไทยจักษุ พระราม 3 (Thai Eye Hospital) มีบริการผ่าตัดสลายต้อกระจกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Phacoemulsification) โดยจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านโรคต้อกระจกโดยเฉพาะ พร้อมระบบเลนส์เทียม (IOL) หลากหลายรุ่นให้เลือกตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล ให้คุณกลับมามองเห็นได้ชัดเจนอีกครั้ง

ช่องทางการติดต่อ

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

ต้อกระจกเกิดจากอะไร

ตาเป็นต้อเกิดจากการเสื่อมสภาพของโปรตีนในเลนส์แก้วตา ทำให้เลนส์ขุ่นมัวและแสงผ่านได้น้อยลง สาเหตุหลัก ได้แก่ อายุที่มากขึ้น การสัมผัสรังสี UV เป็นเวลานาน การสูบบุหรี่ และโรคประจำตัวอย่างเบาหวานขึ้นตา

ต้อกระจก วิธีรักษามีอะไรบ้าง

การรักษาต้อกระจกที่ได้ผลถาวรคือการผ่าตัดสลายต้อด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Phacoemulsification) และใส่เลนส์เทียม (IOL) แทน ในระยะเริ่มต้นอาจใช้ยาหยอดตาต้อกระจกชะลออาการต้อกระจกได้บ้าง แต่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้

ต้อกระจก ภาพที่เห็นเป็นอย่างไร

อาการต้อกระจกด้านการมองเห็นจะค่อย ๆ มัวลงเหมือนมองผ่านหมอกหรือกระจกขุ่น สีภาพซีดจางหรือเหลืองผิดปกติ เห็นภาพซ้อน (Diplopia) เมื่อมองตาเดียว และสู้แสงไม่ได้โดยเฉพาะตอนกลางคืน

References

สอบถามบริการ

08:00 – 18:00

หรือโทร 02-689-8888 (+66)2-689-8888

แพ็กเกจแนะนำ

แชร์บทความนี้

สอบถามบริการ

08:00 – 18:00

หรือโทร 02-689-8888

แพทย์ที่เกี่ยวข้อง

แพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง

บทความที่เกี่ยวข้อง

ผ่าตัดต้อหินอันตรายไหม? ทำความเข้าใจวิธีผ่าตัด การเตรียมตัว การดูแลหลังผ่าตัด พร้อมรู้ผลข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น เพื่อเตรียมตัวก่อนเข้ารับการรักษา
ผ่าตัดต้อเนื้อ หรือลอกต้อเนื้อ คือการรักษาต้อเนื้อด้วยการนำเนื้อเยื่อที่เสื่อมสภาพและลุกลามเข้าสู่ตาดำออก ช่วยลดอาการตาแดง ระคายเคือง ให้การมองเห็นกลับมาชัดเจนขึ้น
ต้อลมเกิดจากดวงตาระคายเคืองจากสิ่งกระตุ้น เช่น แสงแดด ลม ฝุ่นละออง ทำให้ตาแดง แสบตา เหมือนมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในตา หากปล่อยไว้นานอาจพัฒนาเป็นต้อเนื้อได้
โรคต้อหินคือความเสื่อมของเส้นประสาทตา มักเกิดจากความดันตาที่สูงจนกดทับและทำลายขั้วประสาทตา มักเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ และแทบจะไม่มีอาการแสดง
ต้อกระจก ตาบอดไหม? ภาวะเลนส์ตาขุ่นมัวที่ทำให้มองเห็นไม่ชัด เห็นแสงกระจาย ภาพซ้อน สีเพี้ยน และอาจกระทบการมองเห็นหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม
ต้อกระจกในผู้สูงอายุ เกิดจากเลนส์ตาขุ่นมัว ส่งผลให้มองเห็นไม่ชัด เห็นภาพซ้อน หรือไวต่อแสง การสังเกตอาการตั้งแต่ระยะแรกช่วยลดผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตได้
ส่งข้อมูลสำเร็จ